สยบผมร่วงด้วยการกิน-นอน

วิธีบอกลาผมร่วง

1.อย่าให้ร่างกายขาดธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อเส้นผม ช่วยสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นตัวนำออกซิเจน ทำให้โครงสร้างของเส้นผมแข็งแรง 80-90 เปอร์เซ็นต์ พบว่า สตรีที่มีปัญหาสุขภาพผมในช่วงวัยหมดประจำเดือน มักมีภาวะเลือดจางร่วมอยู่ด้วย จึงควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กหรืออาหารเสริมธาตุเหล็ก

2.งดชา กาแฟ เครื่องดื่มทั้งสองอย่างนี้ จะลดทอนความสามารถในการดูดซึมธาตุเหล็ก หากหลีกเลี่ยงได้จะช่วยได้มากทีเดียว

3.กินวิตามินซี เป็นวิตามินที่ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ดังนั้น จึงควรกินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง

4.หากกินยาคุมกำเนิด ควรเสริมวิตามินและแร่ธาตุ ยาคุมกำเนิดอาจทำให้ระดับของวิตามินบีรวม และสังกะสี ที่มีความสำคัญต่อเส้นผมลดลง จึงควรกินสารอาหารเหล่านี้เพิ่มเติม เช่น ข้าวโอ๊ต ธัญพืชไม่ขัดขาว ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว

5.อย่ากินวิตามินเอมากไป หากได้รับสารอาหารที่มีวิตามินเอสูงเกินจำเป็น อาจทำให้ผมร่วงได้ ดังนั้น จึงควรกินให้หลากหลาย ไม่มากหรือน้อยไปดีที่สุด

6.กรดไขมันก็จำเป็นนะ กรดไลโนเลอิกและแอลฟาไลโนเลนิก เป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถผลิตได้เอง พบมากในเมล็ดธัญพืช ผักโขม ข้าวโอ๊ต

7.หยุดเครียด อย่างที่กล่าวไปว่า ความเครียดทำให้ระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ความอยากอาหารน้อยลง การดูดซึมสารอาหารได้ไม่เต็มที่ เมื่อสารอาหารไปไม่ถึง เส้นผมก็หลุดร่วงได้เหมือนกันนะ ดังนั้น ทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายดูบ้าง ช่วยได้เยอะ

8.หลีกเลี่ยงมลพิษ ทั้งแอลกอฮอล์และสารโลหะหนัก ที่ปล่อยทิ้งออกมาจากกระบวนการผลิตและอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้การดูดซึมสารอาหารลดลง และสามารถสะสมในเส้นผมได้

วิธีดูแลก้น

คนหลายคนดูแลก้นไม่เป็น มีความคิดผิดๆ เป็นมิจฉาทิฐิกับก้น ทำให้เกิดปัญหาจนต้องไปหาหมอ หลายคนรังเกียจก้นเวลาถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วชอบเข็ดก้นแบบเช็ดพื้น คือ ทำแบบหยาบๆ ทำให้เกิดการบาดเจ็บเป็นแผลถลอก

ที่จริงก้นของเรานั้นบอบบางเหมือนปากของเรา ก้นมีผิวหนังบุอยู่ข้างนอก มีเยื่อเมือกบุอยู่ข้างใน เวลาถ่ายอุจจาระเนื้อเยื่อเมือกจะปลิ้นออกมาเสร็จแล้วจะค่อยๆ หลุบกลับเข้าไปข้างใน เมื่อถ่ายเสร็จใหม่ๆ ให้ดีควรจะล้างน้ำหรือฉีดน้ำล้างแล้วดันมันเข้าไปขณะที่มันยังเปียก หรือใช้กระดาษซับดันมันเข้าไปในขณะเดียวกันก็ทำให้มันแห้ง

กฎของการดูแลก้น ได้แก่

กฎข้อที่ 1 อย่าเช็ดกัน อย่าใช้วิธีเช็ดให้มันแห้ง การเช็ดด้วยกระดาษจะทำให้เยื่อเมือก และผิวหนังรอบทวารหนักเกิดการถลอกไม่มากก็น้อย แผลนี้เป็นทางเข้าของเชื้อโรค ซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาลในอุจจาระ อาจจะทำให้แผลติดเชื้ออักเสบ ถ้าอักเสบน้อยจะมีอาการคัน ถ้าอักเสบมากจะมีอาการปวด เจ็บ บางคนเช็ดหยาบมากจนเกิดแผลลึกเลือดออก ทำให้เกิดปัญหาเฉียบพลัน

ยิ่งเวลาท้องเดินถ้าดูแลก้นผิดอย่างที่ว่าข้างต้น ต้องเช็ดก้นวันละหลายครั้งยิ่งทำให้เกิดแผลมาก เจ็บแสบก้น ก้นติดเชื้อ เพิ่มความทรมานมากขึ้น ประกอบกับอุจจาระเหลวที่ผ่านลำไส้อย่างรวดเร็วในขณะท้องเดิน ยังมีน้ำย่อยซึ่งยังดูดซึมกลับเข้ากระแสเลือดไม่ทัน มันจะออกมาย่อยแผลที่เกิดขึ้น ทำให้การอักเสบเป็นมากขึ้น บางคนก้นแดงเป็นวงกว้าง

กฎข้อที่ 2 ไม่ควรถูกสบู่ เพราะหลายคนผิวหนังรอบก้นเมื่อถูกสบู่แล้ว จะทำให้ผิวรอบก้นแห้งกร้านเพราะไขมันโดนชะล้างออกไปหมด ผิวจะแตกง่ายเป็นแผลรอบทวารหนักได้ง่าย

กฎข้อที่ 3 อย่าให้ท้องผูก การที่อุจจาระแข็งถ่ายยาก จะทำให้เยื่อเมือกและผิวหนังของช่องทวารหนัก (anus) ต้องทำงานรองรับการเสียดสีแรงๆ ส่งเสริมให้เกิดริดสีดวงทวาร หรือในคนที่เป็นอยู่แล้วก็จะเป็นมากขึ้น โดยการกินผักผลไม้และดื่มน้ำให้เพียงพอ (หรือยาถ่ายช่วยบ้างบางเวลา)

กู้คืนผิวพรรณวัยสาวกลับมา

ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเพศที่เรียกว่าเอสโทรเจนจะค่อยๆ ลดลง เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ไม่สามารถสังเคราะห์ฮอร์โมนเอสโทรเจนได้ โดยเฉพาะในผู้หญิงรูปร่างผอมจะมีอัตราการลดลงของฮอร์โมนเพศชนิดนี้ได้มากกว่าผู้หญิงที่มีรูปร่างอ้วน เนื่องจากเป็นฮอร์โมนที่สังเคราะห์จากไขมันนั่นเอง

และเมื่อฮอร์โมนเอสโทรเจนลดต่ำลงจนไม่สมดุลกับฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน (ความเกี่ยวพันของฮอร์โมนสองชนิดนี้ หมอได้อธิบายไปในตอนที่แล้ว) ส่งผลให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำตามมา ซึ่งประกอบกับในช่วงอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไปจะเกิดกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation) คือ เกิดพยาธิสภาพที่ส่งผลให้คอลลาเจนใต้ผิวหนังเสื่อมลง ความยืดหยุ่นผิวลดลง ผิวจึงเหี่ยวย่น

บางรายจะมีการสะสมของไลโปฟัสซิน (Lipofuscin) หรือการสะสมของเสียจากเซลล์ที่ชั้นหนังแท้ (Dermis) และชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) เกิดเป็นลักษณะก้อนสีคล้ำขนาดเล็กนูนขึ้นมาหรือที่เราเรียกกันว่า จุดด่างดำจากวัยชรา

วิธีดูแล

1.รักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน โดยการกินฮอร์โมนทดแทนตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งแพทย์จะวิเคราะห์เป็นรายบุคคล ประกอบกับพิจารณาความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งปากมดลูก

2.กินอาหารที่มีไฟโตเอสโทรเจน (ฮอร์โมนจากธรรมชาติ) พบมากในถั่วเหลือง โดยอาจจะกินอาหารที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง เต้าหู้ หรือดื่มน้ำเต้าหู้ก็ได้

3.กินอาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 6 และ 9 ที่มีคุณสมบัติช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดการอักเสบ ฟื้นฟูสภาพผิว

4.กินอาหารที่มีแอนติออกซิแดนต์ เช่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่และชาเขียว

5.ทาครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ ที่สำคัญ คือ ต้องซึมง่าย

6.งดเหล้าและบุหรี่ เพราะเป็นปัจจัยให้ผิวเสื่อมสาภพได้เร็ว

7.พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ประกอบกับการทำจิตใจให้เป็นสุข ไม่เครียด

วิธีอาบแดดไม่ตกกระ

โดยทั่วไปสีผิวของมนุษย์มีทั้งหมด 6 โทนสี ได้แก่ โทนที่ 1-2 เป็นสีผิวที่ขาวมาก แบบชาวยุโรปแถบสแกนดิเนเวียหรือคนเชื้อสายจีนบางกลุ่ม โทนที่ 3-4 จะเป็นสีผิวขาวเหลืองอย่างคนเอเชีย รวมถึงคนไทย ส่วนโทนที่ 5-6 เป็นสีเข้มแบบคนแอฟริกัน ซึ่งโทนสีผิวที่มีโอกาสเกิดกระมากที่สุดคือ โทนที่ 2 และ 3

หากต้องการให้สีผิวเข้มขึ้น วิธีที่นิยม คือ การใช้รังสียูวีบี (UVB) ในการกระตุ้นเซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocyte Cell) ให้สร้างเม็ดสี (Melanin Pigment) ซึ่งหากไม่เตรียมสภาพผิวให้พร้อม การสร้างเม็ดสีผิดปกติ ก็จะเกิดกระแดดตามมาในบริเวณที่ถูกแสงแดดได้ง่าย เช่น สันจมูก โหนกแก้ม หน้าผาก หัวไหล่ แขน มือ

ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง นั่นก็คือ ฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนเพิ่มขึ้น และฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง ก็มีส่วนในการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือน

วิธีรักษา

1.ทางการแพทย์แผนปัจจุบันมีการใช้เลเซอร์เพื่อลดกระ โดยจะทำอย่างอ่อนโยนต่อผิวมากที่สุด

2.เข้ารับกระบวนการผลัดสีผิวที่ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

3.รับประทานยาลดกระ (สั่งโดยแพทย์)

4.กินผักผลไม้หลากสีที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และอี (มีสารแอนติออกซิแดนต์) กรดไขมันโอเมก้า 3, กรดไขมันโอเมก้า 6, กรดไขมันโอเมก้า 9, ลดอาหารหวานและของมันของทอด

3 วิธีต้องทำเมื่ออาบแดด

1.ทาน้ำมันทั้งตัว อาจใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันอะโวคาโด (สำหรับผิว) เพื่อเคลือบผิว วิธีนี้นอกจากจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวแล้ว น้ำมันยังทำหน้าที่เป็นสารกันแดดธรรมชาติด้วย (หากมีผิวมันหรือผิวเป็นสิว ให้เว้นบริเวณที่เป็นปัญหา)

2.ทาครีมกันแดดทั้งตัว โดยเลือกที่ปกป้องผิวจากทั้งรังสี UVA และ UVB มี SPF 50+

3.อาบแดดต่อเนื่องไม่เกิน 30 นาที (สำหรับแดดเมืองไทย) เพราะอาจจะก่อให้เกิดอาการไหม้ลอกหลังการอาบแดดได้ จึงควรพักสัก 1-2 ชั่วโมง เพื่อดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มเกลือแร่ก่อนจะกลับมาอาบแดดต่อ

กำจัดขนให้ปลอดภัยทุกส่วน

Q : อยากทราบว่า เราควรกำจัดขนบริเวณน้องสาวหรือไม่ และหากชอบสวมชุดบิกินี่บ่อยๆ จำเป็นต้องแว๊กซ์ขน จะมีอันตรายไหมคะ และควรจะดูแลผิวหลังแว๊กซ์ขนอย่างไร

A : เมื่อพูดถึงการกำจัดขน (ไม่นับผม) คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะวัยรุ่นต่างก็กำจัดขน เช่น ขนหนวด เครา ขนคิ้ว ขนตา ขนหน้าอก ขนหน้าท้อง ขนรักแร้ ขนหัวหน่าว ขนแขนและขา ขนหน้าหน้าแข็ง ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ซึ่งขนเหล่านี้จะงอกเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น โดยงอกออกมาจากเซลล์ต่อมขน (Hair Follicle) จากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศชายเทสทอสเทอโรน (Testosterone) ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ด้วย โดยจะเห็นได้ว่าคนจีน คนญี่ปุ่น มีหนวดเครา ขนหน้าอก และแขนขาน้อย ตรงข้ามกับคนอินเดียหรือคนตะวันตก

ขนที่งอกออกมาแบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ

1.ระยะเจริญเติบโต (Anagen Phase) ระยะนี้ต่อมขนจะอยู่ลึกเข้าไปในชั้นหนังแท้ (Dermis) มีเลือดมาเลี้ยงมากขนจึงเจริญเติบโตงอกยาวออกมา ขนส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะนี้นานที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของขน เช่น เส้นผมจะอยู่ในระยะนี้ถึงร้อยละ 80-90 และอยู่นานประมาณ 3 ปี ก่อนจะเปลี่ยนเข้าสู่ระยะอื่น ขณะที่ขนคิ้ว ขนตา ขนรักแร้ ขนหน้าแข็ง ขนอก จะอยู่ในระยะนี้สั้นกว่าขนบนศีรษะ

2.ระยะเปลี่ยนแปลง (Catagen Phase) ระยะนี้ต่อมขนจะเปลี่ยนแปลงโดยเลื่อนตัวสูงขึ้นมาใกล้ผิว แต่ยังมีเลือดมาเลี้ยง ขนจะอยู่ในระยะนี้ประมาณ 2-3 สัปดาห์ เป็นช่วงก่อนหลุดร่วง

3.ระยะหยุดเจริญเติบโต (Telogen Phase) ระยะนี้ต่อมขนเลื่อนขึ้นมาอยู่สูงต่ำกว่าช่องเปิดต่อมไขมันเพียงเล็กน้อย ไม่มีเลือดมาเลี้ยง เตรียมหลุดร่วง หากเป็นเส้นผมจะอยู่ในระยะนี้ประมาณ 100 วัน แล้วหลุดร่วงจากการดันของขนระยะเจริญเติบโต หรือการแปรงผม สางผม

สาเหตุที่ต้องกำจัดขน

เนื่องจากการมีขนอาจทำให้ดูรกตา ไม่สะอาด มีกลิ่นเกี่ยวข้องกับความสวยความงาม การแต่งกาย และหน้าที่การงาน เช่น นักกีฬาว่ายน้ำ บางแบบชุดว่ายน้ำ ฯลฯ จึงมีการกำจดัขนเพื่อให้ดูดีและมั่นใจ

ในเมืองไทยนิยมกำจัดขนน้อยกว่าประเทศทางตะวันตก โดยเฉพาะขนที่หัวหน่าว หญิงไทยมีการกำจัดขนที่หัวหน่าวประมาณร้อยละ 10 ส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุน้อยหรือวัยรุ่น งานวิจัยพบว่า หญิงอเมริกันกำจัดหรือเคยกำจัดขนหัวหน่าวประมาณร้อยละ 91.4 จากสาเหตุใหญ่ 5 ประการ ดังนี้

1.ทำให้ดูดี สะอาด ดูแลสุขอนามัยง่าย

2.เป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ เป็นไปตามรสนิยม เพื่อความเรียบร้อย ไม่รุงรัง

3.เกี่ยวกับชุดแต่งกาย เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดรัดรูป กางเกงสีขาว

4.สามีหรือแฟนต้องการ

5.ขนดกมาก เป็นอุปสรรคต่อการมีเพศสัมพันธ์ เช่น การทำรักด้วยปาก

วิธีกำจัดขนบริเวณทั่วไป

มีมากมายหลายวิธี หากมีการทำลายเซลล์ชั้นผิวหนัง (Dermal Papilla) ซึ่งเป็นตัวสร้างเซลล์ต่อมขน ขนเส้นนั้นก็จะไม่งอกอย่างถาวร

1.ถอน เป็นวิธีดั้งเดิม โดยใช้อุปกรณ์ ได้แก่ แหนบ คีม เส้นด้าย หรืออุปกรณ์ถอนขนชนิดต่างๆ ซึ่งได้รับความนิยม มีการรับจ้างถอนขนตามร้านค้า ร้านเสริมสวยหรือรับจ้างตามบ้านก็มี ข้อดีคือ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย ข้อเสียคือ เจ็บ หากทำเองอาจไม่ค่อยสะดวก หลังถอนอาจเกิดจุดแดงๆ คัน เจ็บ เกิดการอักเสบที่รูขุมขน ขนคุดจากการถอนผิดทิศทาง หรือหากอุปกรณ์ถอนและวิธีถอนไม่สะอาด อาจเกิดการอักเสบหรือเป็นฝีได้

2.แว๊กซ์ (Waxing) หลักการคล้ายการถอนขนเพียงแต่ใช้อุปกรณ์แว๊กซ์ขน ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบร้อนและแบบเย็น โดยการทาแล้วดึงแว๊กออก ขนก็จะหลุดออกมาด้วย ข้อเสียคือ ขนมักจะขึ้นใหม่ เนื่องจากการแว๊กซ์เป็นแค่การดึงขนขึ้นมา ไม่ได้ทำลายการสร้างขน ส่วนข้อเสียก็เช่นเดียวกับการถอนขน

3.ใช้สารเคมี (Depilation) เป็นการสลายเส้นขนให้กลายเป็นเจล แล้วเช็ดหรือล้างออก มักใช้สารไทโอไกลโคเลต (Thioglycolate) สลายส่วนประกอบของขนที่เป็นกำมะถัน (Disulfide Bond) นิยมใช้ในคนที่จะสวมชุดว่ยน้ำ และในผู้ชายที่มีขนบริเวณใบหน้ามาก ข้อเสียคือ มักทำให้ระคายเคืองผิว เจ็บ แสบ คัน บางคนไวต่อสารเคมีมาก หลังทำผิวจะมีสีคล้ำ และเนื่องจากวิธีนี้ไม่ทำลายการสร้างขน ขนมักจะขึ้นใหม่ภายในสองสัปดาห์

4.โกน วิธีนี้เป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะง่ายที่สุด ทั้งยังมีอุปกรณ์สำหรับโกนชนิดใหม่ๆ ให้เลือกมากมาย เช่น มีดโกน เครื่องโกนไฟฟ้า ข้อดีคือ การโกนไม่ทำให้ขนหนาขึ้นกว่าเดิม สะดวก ประหยัด ข้อเสียคือ ขนขึ้นเร็ว เช่น หากโกนหนวด ในบางรายต้องโกนวันละ 2 ครั้ง และอาจบาดเจ็บหลังโกน เพราะถูกมีดโกนบาด บางรายก็อาจบาดเจ็บจากการโกนขนที่อวัยวะเพศจนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน ส่วนบางคนแพ้ครีมหรือมูสสำหรับโกน จึงเกิดการอักเสบ เป็นสิวหลังโกน ติดเชื้อจากแผลที่เกิดจากรอยบาด

5.ฟอกสี แม้จะไม่ใช่วิธีกำจัดขนให้หายไป แต่การฟอกขนให้มีสีอ่อนทำให้มองไม่เห็นขน สารที่ใช้ฟอกมักจะประกอบไปด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และกำมะถัน ข้อเสียคือ อาจระคายเคือง คันผิว ผิวบริเวณที่มีขนที่ย้อมจะดูซีดจางไปด้วย

6.ใช้เลเซอร์หรือไฟฟ้ากำจัดขน เนื่องจากวิธีนี้เป็นการใช้แสงและความร้อนจี้ทำลายถึงเซลล์สร้างขน จึงเป็นการกำจัดขนอย่างถาวรจากงานวิจัยพบว่า การจี้เพียงครั้งเดียวจะทำให้ขนงอกน้อยกว่าเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง หากจี้หลายครั้ง ส่วนใหญ่ขนมักไม่ขึ้นถาวร แต่ข้อเสียคือ เจ็บขณะทำ เกิดการระคายเคือง ผิวไหม้ เกิดการอักเสบที่รูขุมขน

สำหรับการกำจัดขนที่หัวหน่าว มีข้อแนะนำดังนี้ค่ะ

1.หากไม่จำเป็นก็ไม่ควรกำจัด เพราะเป็นขนที่มีประโยชน์ เป็นตัวรับการกระแทกเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ทั้งช่วยป้องกันอวัยวะเพศเสียดสีโดยรงกับเสื้อผ้า หรือกางเกงชั้นใน

2.หากขนหัวหน่าวมีมาก อาจเพียงตัดเล็มให้เป็นระเบียบ ดูสวยงามมีรสนิยม ไร้อันตราย

3.หากมีความจำเป็นต้องกำจัด ควรรักษาความสะอาด การบาดเจ็บ การติดเชื้อ ควรใช้ครีมฆ่าเชื้อหรือครีมลดการระคายเคืองที่ให้มาพร้อมอุปกรณ์กำจัดขน

ยาคุมกำเนิดกับความงาม

ยาเม็ดคุมกำเนิด (Oral contraceptive pill หรือ Birth control pill) นอกจากป้องกันการตั้งครรภ์แล้ว ยังมีประโยชน์ในการรักษา เช่น ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน รักษาอาการเยื่อบุโพรงมดลูกงอกผิดบริเวณ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในด้านความสวยงามอีกด้วย

ในด้านความงาม ยาคุมกำเนิดช่วยลดภาวะการเกิดสิว หน้ามัน ขนดก ดูแลผิวพรรณ เนื่องจากยาคุมกำเนิดมีฮอร์โมนบางตัวออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน ที่เป็นฮอร์โมนเพศชาย ทำให้สิวลดลง ผิวเรียบเนียนขึ้น

สิว เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การักษาความสะอาดไม่ดี มีความมันบนใบหน้า หรือเกิดจากการมีฮอร์โมนเพศชายมากกว่าฮอร์โมนเพศหญิง คือ มีฮอร์โมนแอนโดรเจนสูง การรักษาควรแก้ไขตามสาเหตุ เช่น การรักษาความสะอาด ลดความมันบนใบหน้า หรือหากมีฮอร์โมนเพศชายสูง ควรรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโรเจน เพื่อต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน โดยควรเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ที่เป็น Ethinyl estradiol แทน Mestranol ที่มีผลข้างเคียงสูง เช่น น้ำหนักตัวเพิ่ม มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เป็นต้น โดยยาคุมกำเนิดรุ่นหลังๆ บางตัวมีฤทธิ์ลดการสร้างไขมันที่ต่อมไขมัน จึงช่วยลดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้

ขนดก เกิดจากการมีฮอร์โมนแอนโดรเจนมากเกินไป ซึ่งมักจะพบเมื่อเริ่มเข้สู่วัยเจริญพันธุ์ เนื่องจากมีการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนจากรังไข่ และต่อมหมวกไต การรักษาภาวะขนดกจะเริ่มด้วยการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นอย่างแรก โดยพิจารณาเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเช่นเดียวกับการรักษาสิว จากฮอร์โมน คือ เลือกเป็น Ethinyl estradiol โดยยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำให้ผลการรักษาเรื่องขนดกไม่แตกต่างกัน มักเริ่มด้วยสูตรยาที่มีปริมาณ Ethinyl estradiol 30 ถึง 35 ไมโครกรัม ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 40 ปี แนะนำให้ใช้ยาที่มีปริมาณ Ethinyl estradiol 20 ไมโครกรัม และควรลดน้ำหนักร่วมด้วย จะส่งผลในการเพิ่มการตอบสนองต่อความไวของอินซูลิน และช่วยลดปริมาณฮอร์โมนแอนโดรเจนในกระแสเลือดด้วย

ในคนที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้วน้ำหนักตัวขึ้น ควรเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดที่มี Drospirenone (ดรอสไพรีโนน) สารช่วยในการขับน้ำลดอาการบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามยาเม็ดคุมกำเนิดมีข้อห้ามใช้ในผู้ที่กำลังตั้งครรภื ผู้ที่ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขา ที่ปอด ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หรือภาวะสมองขาดเลือดอย่างเฉียบพลัน ผู้ที่มีโรคตับ โรคไต มะเร็งเต้านม เนื้องอกเต้านม เบาหวานที่มีความผิดปกติของหลอดเลือด เป็นต้น ดังนั้น ก่อนใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดด้านความงาม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

ดื่มน้ำมะพร้าวช่วยให้หน้าอกใหญ่

Q : มีปัญหาหน้าอกเล็กค่ะ เพื่อนๆ แนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าว เพราะมีฮอร์โมนเพศหญิงสูงจะช่วยให้หน้าอกใหญ่ขึ้นได้ จึงอยากทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการเพิ่มขนาดหน้าอกจากการกินอาหารว่าทำได้หรือไม่ และจะมีอันตรายไหม

A : โดยทั่วไปแล้วฮอร์โมนเพศหญิงมี 2 ชนิด ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโทรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน ซึ่งในอาหารนั้น พบเพียงชนิดเดียวก็คือไฟโตเอสโทรเจน หรือฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโทรเจน แต่จะไม่พบฮอร์โมนโปรเจสเทอโรน ซึ่งในน้ำมะพร้าวก็มีฮอร์โมนไฟโตเอสโทรเจนอยู่ชนิดเดียวเช่นกัน

ในส่วนของหน้าอกผู้หญิงนั้น หากต้องการให้อวบสวยได้รูป จำเป็นต้องมาจากการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิงทั้งสองชนิด เพราะฮอร์โมนเอสโทรเจนจะช่วยให้ต่อมน้ำนมโต ส่วนฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนจะช่วยให้เนื้อเยื่อของเต้านมแข็งแรง ดังนั้น การจะทำให้เต้านมขยายจึงจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนทั้งสองนั่นเอง

หากต้องการให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ต้องการนั้น ต้องรับฮอร์โมนเอสโทรเจนในระดับสูงมาก ซึ่งหากรับจากการกินอาหาร ไม่มีอัตราส่วนหรือปริมาณที่แน่นอน อีกทั้งกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการควบคุมการรับสารอาหาร หากรับเข้ามามากไปจะเกิดการขับออก ส่งผลให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ไม่สามารถกินต่อไปได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะทำให้หน้าอกขยายใหญ่ได้จากการกินอาหาร

ในส่วนของการรับฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ไม่ได้มาจากอาหาร หากรับในปริมาณมากจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะอาจสะสมจนกลายเป็นพิษต่อร่างกาย อวัยวะส่วนต่างๆ ของผู้หญิงอาจได้รับผลกระทบ เช่น เกิดเนื้องอกที่เต้านม เนื้องอกในรังไข่ มดลูกโต โรคมะเร็งปากมดลูก

สรุป คือ การกินอาหารให้หน้าอกใหญ่นั้น ยังไม่มีการศึกษาหรืองานวิจัยใดรองรับ หมอจึงอยากให้ผู้หญิงมั่นใจในตัวเอง ดูแลสุขภาพ กินอาหารหลากหลาย ให้ดูดีจากภายใน หากประกอบอาชีพที่จำเป็นต้องมีรูปร่างที่ดีชวนมอง การทำศัลยกรรมก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างเมื่อก่อน แถมเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงในปัจจุบันด้วยค่ะ

การเผาผลาญหุ่นสวยทันใจ

6 วิธีเดินกระตุ้นการเผาผลาญ หุ่นสวยทันใจ น้ำหนักลดไวชัวร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การเดิน” คือหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของแต่ละคน บางคนใช้การเดินในการดูแลสุขภาพ เช่น เดินมาทำงานเดินขึ้นบันไดแทนการขึ้นลิฟต์ เดินไปคุยกับเพื่อนร่วมงานแทนการใช้โทรศัพท์ภายใน หากคุณเป็นคนชอบเดินเป็นชีวิตจิตใจ และอยากเพิ่มประสิทธิภาพการเดินของคุณให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ควรอ่านบทความนี้อย่างยิ่งค่ะ

1.ท้าทายเพื่อนร่วมงาน

ลองสร้างเกมที่เล่นกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือลูกน้อง เช่น เกมนับก้าว โดยใช้แอพนับก้าวที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟน เพื่อเปรียบเทียบกันในแต่ละสัปดาห์ว่า ใครในออฟฟิศเดินมากที่สุด คนนั้นอาจได้รางวัลเป็นมื้อกลางวันฟรีจากเพื่อนร่วมงาน รับรองว่า ช่วยเพิ่มความกระตือรือร้น ความสนุก แถมได้สุขภาพสุดๆ

2.เพิ่มท่าบริหารอื่นๆ

หากมีโอกาสได้ออกไปเดินแถวละแวกบ้าน หรือในสวนสาธารณะ แนะนำให้ลองแวะที่ม้านั่งยาว ใช้สองแขนจับพนักพิง แล้วทำท่าสควอต ลันจ์ หรือเหงี่ยงขาไปด้านข้างสัก 10-15 ครั้ง ก่อนจะออกเดินต่อ วิธีนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและเสริมสร้างกล้ามเนื้อช่วยให้เผาผลาญแคลอรีได้ดีขึ้น

3.ก้าวขาเร็วขึ้น

ให้ความรู้สึกเทียบเท่าการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ สามารถเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีจาก 150 แคลอรีใน 30 นาที เป็น 190 แคลอรีใน 30 นาทีเลยทีเดียว วิธีนี้นอกจากจะกระตุ้นการเผาผลาญได้อย่างดีเยี่ยม ยังดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย

4.เตือนตัวเองทุกชั่วโมง

หากคุณทำงานในออฟฟิศที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลา แม้จะเจียดเวลาในแต่ละวันไว้สำหรับออกกำลังกาย แต่การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ระหว่างวันนั้นจำเป็นมาก เพราะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการกลุ่มออฟฟิศซินโดรม ความเครียด และโรคอ้วนลงพุง ลองตั้งเวลาเตือนตัวเองทุก 1 ชั่วโมงให้ลุกขึ้น เดินไปเดินมา ไปห้องน้ำ ไปส่งงานหรือยืดเหยียดที่โต๊ะทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต

5.เดินขึ้นเนิน

เดินบนพื้นที่มีระดับความชันหรือหากวิ่งลู่ ก็ตั้งค่าความชันให้อยู่ในระดับที่รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น จะช่วยเผาผลาญแคลอรีได้มากกว่าการเดินพื้นราบถึง 67 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

6.ใช้แอพพลิเคชั่น

ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับสุขภาพออกมามากมาย แถมหลายแบรนด์ก็ทำออกมาให้ใช้กันฟรีๆ อย่ลังเลที่จะโหลดมาทดลองใช้ ไม่ว่าจะเป็นแอพบันทึกการเคลื่อนไหว แอพเตือนให้ขยับเขยื้อนร่างกาย แอพสอนท่าเวิร์คเอ๊าต์ง่ายๆ เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้ข้อมูลการออกกำลังกายในแต่ละวัน รู้ว่าควรเติมหรือเพิ่มอะไรตรงไหน เพื่อจะช่วยให้เผาผลาญแคลอรีได้มากขึ้น